หน้าแรก ทัวร์ดอย                       รวม โรงแรม -  รีสอร์ท - ที่พัก ทั่วไทย  ข้อมูลท่องเที่ยว  เชียงใหม่ เชียงราย ชมภาพดอกไม้สวย  |

บันทึกการเดินทางจากเพื่อนนักแคมป์
เรื่อง...พระคุ้มครอง /  ภาพ...กิ่วลม


พระพุทธรูป ที่วัดพระธาตุเขาน้อย

ทริปเที่ยวเมืองน่าน....

ที่ปั๊ม jet หน้า  ม.กรุงเทพฯเวลาบ่าย 3 โมงเป็นที่นัดหมายของพวกผม จุดหมายปลายทางคือเมืองแสนบริสุทธิ์ทางเหนือ คือ จังหวัดน่าน  
การเดินทางของผมเดินทางโดยนำรถไปกันเอง 2 คันตามกันไปตามเวรตามกรรม  เราเริ่มออกเดินทางไปตามทางหลวงสายเอเชีย เมื่อเราขับมาถึงนครสวรรค์  เราเลี้ยวขวาตัดเข้าทางไปจังหวัดพิษณุโลกจากนั้นเราก็เลยไปต่อ จังหวัดอุตรดิตถ์  แพร่ และก็น่านตามลำดับ เส้นทางระหว่างทางเป็นเส้นทางเรียบมาถึงประมาณช่วงจะถึงแพร่ ก็จะเริ่มเจอกับเนิน ขึ้นเขาเล็กน้อย แต่ จากแพร่ไปน่านนั้นเป็นทางขึ้นเขาไปเรื่อยจนเกือบถึงจังหวัดน่าน   จังหวัดน่านเป็นจังหวัดที่มีภูเขาล้อมรอบทั้งสี่ทิศทำให้การเดินทางที่จะมายังน่านยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายในกลุ่มนักท่องเที่ยว นอกเสียจากว่าคนที่เคยมาแล้วยังไงก็จะต้องกลับไปที่นั่นอีกเป็นอย่างแน่นอน  เนื่องจากสภาพทางด้านสังคมที่เรียบง่ายของคนในจังหวัดน่าน วัฒนธรรมอันอ่อนหวานและสภาพธรรมชาติที่แสนจะบริสุทธิ์ เมื่อเราเข้ามาในเขตจังหวัดน่าน เราจะได้สัมผัสกับความสงบของชาวเมืองน่าน


จุดชมวิวส์ตัวเมืองน่าน ที่วัดพระธาตุเขาน้อย


วิวส์ตัวเมืองน่าน

x

ตัวเมืองจังหวัดน่านเป็นเพียงพื้นที่เล็กๆใช้เวลาในการเที่ยวชมไม่เกินครึ่งชม.ก็สามารถขับรถเที่ยวทั่วตัวเมืองจากนั้นเราก็หาที่พักได้ที่โรงแรมเวียงแก้วเป็นโรงแรมราคาประหยัด ส่วนใหญ่จะเป็นเซลล์มาพักแล้วเราก็ได้ไปท่องเที่ยวภายในตัวเมือง และชานเมือง สถานที่ท่องเที่ยวภายในตัวเมืองส่วนใหญ่ก็จะเป็นวัด เช่น วัดภูมินทร์  วัดช้างค้ำ พระธาตุแช่แห้ง   ออกไปนอกเมืองสักเล็กน้อยก็จะเป็นพระธาตุเขาน้อยซึ่งเป็นจุดชมตัวเมืองของจังหวัดน่านที่มีความสวยงามได้มองเห็นสภาพโดยรอบของตัวเมืองน่าน เมื่อเราท่องเที่ยวเสร็จเราก็กลับที่พัก  พักผ่อนเพื่อที่จะเก็บแรงเพื่อที่จะต้องเดินทางต่อในวันต่อไป

 
ตัวเมืองน่านในแอ่งที่กว้างใหญ่

 

 


พระธาตุเขาน้อย บนเขาในเมืองน่าน


วัดพระธาตุภูมินทร์ วัดคู่เมืองน่าน 


วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เก่าแก่กว่า 700 ปี

 

x วันรุ่งขึ้นโปรแกรมท่องเที่ยวที่เราจะต้องเดินทางคือเราจะไปล่องแก่งลำน้ำว้าที่อุทยานแห่งชาติแม่จริม ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองน่านเป็นระยะทางประมาณ 40 กม.  ตลอดเส้นทางเป็นเส้นทางเส้นเล็ก แคบ ลัดเลาะไปตามเขา สภาพสองข้างทางก็จะมีความสวยงามเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ตลอดเส้นทาง เมื่อเราเดินทางมาถึงตัวอำเภอแม่จริม เราก็ติดต่อที่อำเภอเรื่องเรือที่จะล่องแก่งเพราะ ธุรกิจการล่องแก่งของที่นั่นมีทั้งผู้ประกอบการที่เป็นเอกชนกับกลุ่มอบต.ของอำเภอ ซึ่งราคาของ ทางอำเภอจะมีราคาค่อนข้างที่จะถูกกว่า พอสมควร ราคาของการล่องแก่งขึ้นอยู่ตามระยะทางที่เราล่อง จะมีราคาประมาณ 2500 3000 บาท  ใช้เวลาการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง  จากตัวอำเภอจะต้องเดินทางไปอีกประมาณ ครึ่งชั่วโมงเพื่อที่จะไปที่ต้นน้ำในการล่อง เมื่อเรามาถึงจุดลงเรือ เราก็ได้เห็นสายน้ำที่ค่อนข้างเชี่ยว และแปรรวน เนื่องจากด้านล่างของแม่น้ำว้าซึ่งช่วงนี้เป็นแก่งหินอยู่ด้านล่างจึงทำให้เกิดสายน้ำเชียวดังที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าพวกผม ก่อนลงพวกเราก็จะต้องฟังกฎกติกา ในการล่องแก่งเพื่อความปลอดภัย เราเริ่มล่องแก่งไปตามสายน้ำว้าไปเรื่อยๆ พบกับความสนุกสนาน และก็น่าเบื่อสลับกันเนื่องจาบางช่วงจะเป็นน้ำนิ่งไหลไปไหลไป ช่วงนี้เราก็จะกระโดด ลงน้ำลอยคอตามเรือไป เมื่อใกล้ถึงช่วงแก่งก็ปีนขึ้นเรือ เพื่อที่จะมาเตรียมตัวพายเรือกัน สภาพสองข้างทางของล้ำน้ำว้าส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ว่างเปล่า สลับกับเลือกสวนไร่นานของชาวบ้านไม่ค่อนเห็นป่าซักเท่าไหร่จะมีก็แค่ช่วงต้นๆลำน้ำเท่านั้น เมื่อเราล่องมาถึงจุดหมายปลายทางก็ มีรถมารับเพื่อที่กลับไปที่ตัวอำเภอ เพื่อที่จะเดินทางกลับไปยังที่พักของเราในเย็นนี้ ที่พักที่เราจะไปต่อนั้นเราจะต้องเดินทางย้อนกลับมายังตัวเมือง แล้วย้อนลงไปทางอำเภอเวียงสา เพื่อนจะแยกไปทางอำเภอนาน้อยซึ่งเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ระยะทางร่วม 90 กิโลเมตร พวกเราเดินทางกันด้วยความเหนื่อยล้าเนื่องจากใช้พลังงานไปกับการล่องแก่งมาเป็นเวลานาน เมื่อเราเดินทางมาถึงที่บริเวณอุทยานเราก็ได้เห็นกับความแปลกใหม่ที่แตกต่างจากคราวก่อนเป็นอย่างมาก ไม่วาจะเป็นทางเข้าที่มีป้ายบอกอย่างชัดเจนและสวยงาม เส้นทางจากทางเข้าที่เทปูนไปตลอดระยะทาง 1.5 กิโลเมตร ซึ่งเมื่อก่อนนั้นรถที่จะเข้าไปที่นั่น ต้องเป็นกระบะหรือ 4WD เพราะทางค่อนข้างแย่ เมื่อเราเข้าไปถึงที่ทำการ ภาพเบื้องหน้าที่เราได้เห็นก็คือผาสูง เป็นเหมือนเนินผาหันหน้าไปสู่ขุนเขาสลับซับซ้อนเรียงตัวกันสุดลูกหูลูกตา ด้านล่างเห็นลำน้ำน่านไหลมาตามซอกเขาคดเคี้ยวไปมา สีเขียวของป่าที่ยังอุดมสมบูรณ์ ทางด้านหลังก็เป็นหน้าผาสูงที่สูงขึ้นไปมีธงชาติไทยอยู่ทางด้านบน  สถานที่แห่งนี้เรียกกันว่าผาชู้ x


ผ้าชู้มองจากดอยหัวสิงห์


ผาสูงนี้คือ ผ้าชู้

พวกเราก็ได้ทำการจัดแจงเข้าบ้านพัก พักผ่อนและทำกับข้าวเล็กน้อยกินรองท้องก่อนที่จะรับประทานอาหารเย็นของทางอุทยานที่ได้จัดเตรียมให้แล้วยามค่ำคืนก็ได้ออกมาตากอากาศยามดึกที่แสนจะหนาวเย็น ร่ำสุราแก้หนาว พูดคุยเรื่องทั่วๆ ไป เกี่ยวกับสถานที่ต่างๆที่น่าไปในตัวจังหวัดกับเจ้าหน้าที่ของอุทยานเราจึงได้ทราบว่าเรายังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามที่อยู่ไม่ไกลจากที่นั่นอยู่บนเขาสูงเป็นศูนย์วิจัยต้นน้ำที่บ้านขุนสถานซึ่งเป็นโปรแกรมในวันพรุ่งนี้ของพวกผม 
ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับอากาศหนาวเย็นที่แสนสดชื่น บริเวณระเบียงบ้านที่ยื่นออกไปบนไหล่เขาในยามเช้าก็จะได้พบกับทะเลหมอกที่กว้างไกลสุดสายตาสีขาวนวลละมุน พวกเราเฝ้ารอดูพระอาทิตย์ ขึ้นในยามเช้าแสงแดดแรกที่ส่องออกมากระทบกับผืนทะเลหมอกมองเห็นเป็นสีส้มดูแล้วสวยงามยิ่งนักพวกเราต่างก็เก็บภาพกัน
เมื่อเราจัดเก็บสัมภาะเสร็จเราก็เตรียมตัวเดินทางที่จะมุ่งหน้าไปยังบ้านขุนสถาน ระยะทางจากอุทยานฯไปยังบ้านขุนสถานก็ตกราวๆ 50 กิโลเมตรใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง เส้นทางจะไปตามหมู่บ้านของชาวบ้านในชนบท ผ่านนา ผ่านสวน ป่า ช่วงขึ้นเขาก็เป็นเส้นทางขึ้นอย่างเดียวไม่มีการลงเพื่อเป็นแรงส่งรถเลย ไต่ความสูงไปเรื่อยๆ จนพอได้เหนื่อย ถ้าคนชอบขับรถจะต้องชอบเป็นแน่ เมื่อเรามาถึงศูนย์วิจัยต้นน้ำเราก็ไปติดต่อที่พัก บริเวณศูนย์นั้นเป็นบ้านพักเป็นห้องๆ ซอยแบ่งกันหันหน้าออกไปทางหุบเขาด้านหน้าถัดไปก็เป็นสวนดอกไม้เมืองหนาว ที่มีศูนย์ประชุมอยู่ด้านข้างของสวน เดินขึ้นเนินมาอีกหน่อยก็จะเจอกับโรงรถที่เก็บอุปกรณ์ป้องกันไฟป่า แล้วบนไหล่เขาก็จะมีบ้านไม้ทรงฝรั่งอยู่1หลัง มีชานไม้ไผ่ยื่นออกมาเป็นระเบียงไว้เป็นที่ทำกิจกรรม แต่ที่เราเห็นแว๊บแรกคือคืนนี้เป็นที่ดูดาวของผมอย่างเป็นแน่ 
สรุปเมื่อเราติดต่อบ้านพักเราก็ได้พักที่บ้านไม้หลังใหญ่ เราก็จัดการเตรียมทำอาหารเย็น อาน้ำกันแต่หัววันเพราะที่นี่อากาศหนาวมาก หนาวกว่าที่ผาชู้ซะอีก พอเย็นอากาศก็เย็นลงตามเวลาและเมื่อความสว่างได้หายไปความมืดเข้ามาปกคลุมโดยรอบแทน ก็ถึงเวลานอนดูดาว คืนนั้นเป็นคืนที่มองเห็นดาวได้อย่างชัดเจนเต็มทั่วท้องฟ้าเนื่องจากเป็นที่โล่งเปิดรู้สึกเหมือนกับว่าดาวอยู่ใกล้กับตัวเรามากขึ้น น้ำค้างคืนนั้นค่อนข้างจะแรงแล้วพวกเราก็หลับไปพร้อมกับหมู่ดาวนับแสนนับล้านแล้วผมก็ตื่นขึ้นมากลางดึกก็ต้องรีบลี้ภัยกลับเข้าไปนอนในตัวบ้านเนื่องจากกลัวว่าจะไม่สบายเป็นแน่ เช้านี้เราตื่นมาค่อนข้างสายเนื่องจากความหนาว พยายามซุกตัวอยู่ในผ้าห่มที่ให้ความอบอุ่นแต่ก็ต้องตื่นเพื่อที่จะได้จัดเก็บสัมภาระเพื่อที่จะต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯในวันนี้ เมื่อเราเก็บของเรียบร้อยแล้วเราก็ เดินชมสวนถ่ายรูปดอกไม้บริเวณรอบๆศูนย์ซึ่งเป็นต้นไม้ดอกไม้ประดับสวยๆ แล้วเดินทางกลับ ขากลับเส้นทางเราไม่ต้องย้อนกลับไปทางเวียงสาแล้วเพราะเราขับต่อไปเลยบ้านขุนสถานไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นเส้นทางลงเขา เป็นเส้นทางที่จะตัดไปออกจังหวัดแพร่ได้ เส้นทางสายคลาสสิกของผมนั้นก็ได้จบลงเมื่อถึงทางออกเส้นทางสายหลักแพร่-น่าน แล้วเราก็มุ่งหน้าตรงกลับมายังกรุงเทพฯ  การเดินทางคราวนี้ได้ให้ประสบการณ์ดีๆต่างๆที่ผมไม่สามารถหาซื้อได้แต่ได้มาด้วยการขวนขวายเสาะหาจึงได้สิ่งที่คุ้มค่ากลับมาเป็นรางวัลชีวิต


ลานกางเต็นท์ที่ ผ้าชู้


ร้านอาหาร ส่วนบ้านพักอยู่ด้านหลัง


ทะเลหมอกสวยๆ ที่อุทยานศรีน่าน