หน้าแรก ทัวร์ดอย                       รวม โรงแรม -  รีสอร์ท - ที่พัก ทั่วไทย  ข้อมูลท่องเที่ยว  เชียงใหม่ เชียงราย ชมภาพดอกไม้สวย  |

บันทึกการเดินทางจากเพื่อนนักแคมป์สู่ เขาสอยดาวใต้
เรื่อง...พระคุ้มครอง /  ภาพ...กิ่วลม

เขาสอยดาว หรือ เขาสอยดาวใต้

ค่ำคืน วันที่ 12 เมษายน หนึ่งวันก่อนวันมหาสงกรานต์ เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางในทริปนี้ของผม เราเริ่มต้นเดินทางที่จะไปพิชิตยอดเขาสอยดาวใต้ แห่งเมืองจันทร์

เราเริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯเวลาประมาณ 3 ทุ่มหน้ากระทรวงแรงงาน โดยมีสมาชิกในการเดินทาง ชาย 14 หญิง 9 ด้วยรถตู้ 2คัน เราเดินทางมาถึง สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขาสอยดาว ประมาณ ตี1 กว่าๆพวกเราก็ทำการผูกเปลนอนเอาแรงเพื่อที่ว่าพรุ่งนี้จะเริ่มเดินทางสู่ยอดเขาสอยดาวใต้ พวกเราต่างคนต่างก็นอนกันด้วยความง่วง แต่ส่วนตัวผมเองนั้นนอนไม่หลับ เนื่องจากตื่นเต้นกับการนอนเปล(ครั้งแรกในชีวิต)ซึ่งไม่ชินเลย ประกอบกับอากาศที่เย็น โดยที่เราไม่ได้เตรียมตัวเอาอุปกรณ์กันหนาวไปแม้แต่ชิ้นเดียว


สถานีวิจัยและขยายพันธ์สัตว์ป่า จุดเริ่มของทริป


สภาพเส้นทางเดินช่วงแรก 


บ้านของคนทำไร่กำยาน ครึ่งทางของทริปนี้
.

เช้าวันที่ 13 เม.ย. พวกเราก็ตื่นเนื่องจากเสียงนก ที่ส่งเสียงร้องในสถานีวิจัยฯ ต่างคนก็จัดการกับภาระกิจยามเช้าของแต่ละคน เปลี่ยนองค์ทรงเครื่องเป็นชุดที่เตรียมพร้อมสำหรับการเดินป่า ส่วนใหญ่จะพะวงเกี่ยวกับทากดูดเลือด ซึ่งผมก็ไม่เคยเจอตัวจริงในป่าอีกเช่นกัน เราทานอาหารเช้ากันเสร็จก็เริ่มเดินทางจากจุดที่กางเปลในสถานีวิจัยฯ พวกเราเดินขึ้นเขาด้านหลังที่พัก เวลาประมาณ 9 โมงเช้า เราเดินไปตามเส้นทางลาดชันขึ้นไปเรื่อยๆ ตลอดเส้นทางช่วงแรก ก็จะพบกับต้นไม้ พืชสีเขียว ต่างๆ ที่เห็นได้ทั่วไป เมื่อเราเดินมาถึงลำธาร เราก็เดินตามเส้นทางทวนลำธารเล็กนี้ขึ้นไป มีหินก้อนเล็กใหญ่ที่มีพืชชั้นต่ำ จำพวก มอส เฟิร์นให้เห็น อยู่ตลอดเส้นทาง จนเรามาถึงน้ำตกแห่งแรก น้ำตกนี้มีชื่อว่าน้ำตกทับไทร(คนนำทางเขาบอกมาฮะ) เราพักเหนื่อยกันที่บริเวณน้ำตก เก็บภาพธรรมชาติที่สวยงาม ในแต่ละอิริยาบท เมื่อเราพักจนหายเหนื่อย กินน้ำกินท่า เส้นทางเดินต่อไปก็เริ่มความลำบากให้เราได้เห็นอยู่ตรงหน้า เพราะพวกเราจะต้องปีน ขึ้นไปทางด้านข้างของน้ำตก ซึ่งก็ชันพอสมควร โดยพวกเราค่อยๆ ทยอยขึ้นกันห่างเพราะจะมีหินที่หล่นลงมาโดนพวกเรากันได้ หลังจากที่เราผ่านช่วงนั้นไปเราก็จะเดินไปตามสายน้ำสลับกับขึ้นเขา พืชพรรณของต้นไม้ใบหญ้าก็จะเริ่มเปลี่ยนไปตามลำดับความสูงของภูเขา ในการเดินทางครั้งนี้ก็รวบรวมคนเดินทางมืออาชีพในด้านต่างๆหลายคน บางคนก็ชำนาญด้านการดูนก บางคนดูต้นไม้ ทำให้การเดินทางคราวนี้ผมได้ความรู้มากมายที่ไม่มีวันหมด จากพี่พี่ อาหารเที่ยงของพวกเรา ก็ถูกกำจัดไปบริเวณน้ำตกกลางทาง (กำจัดจุดอ่อน เพราะมันก็เป็นน้ำหนักพอสมควร) เราเดินทางมาถึงจุดพักคืนแรกกลางป่า เวลาประมาณ บ่าย 3 โมง บริเวณที่พักของเรานั้นจัดสรรค์เป็นพื้นที่โล่ง ถางไว้ โดยมีการปลูกพืชผักสวนครัว แล้วก็มีบ้านไม้ยกพื้นเป็นใต้ถุน มีท่อน้ำซึ่งต่อมาจากน้ำตกใกล้ๆ เราก็จัดการ อาบน้ำอาบท่า เตรียมทำอาหารเย็น อากาศก็เริ่มเย็นลงๆ คืนนี้เราไม่ต้องนอนเปลกัน เพราะเราสามารถนอนบนไม้กระดานของตัวบ้านได้ ด้วยถุงนอน คืนนั้นเราก็เข้านอนด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง

เช้าวันที่ 14 เม.ย. ผมตื่นด้วยความหนาวของอากาศที่สัมผัสได้ อากาศสดชื่น ต่างคนต่างทำธุระส่วนตัวของแต่ละคน ผมเดินถือจอบไปหาส้วมบนเนินด้านหลังที่พัก ท่ามกลางแมกไม้ คลาสสิกซะไม่มี เมื่อเราทานอาหารเช้ากันเสร็จ เก็บสัมภาระเพื่อที่จะออกเดินทางต่อไปยังยอดเขา จุดหมายปลายทางของวันนี้อยู่ที่บึงซีโต้ บึงน้ำบนยอดเขากลางป่าสอยดาวใต้ วันนี้เส้นทางเดินของเราต้องเดินขึ้นเขาเป็นระยะทางยาว ขึ้นๆๆๆ พวกเราพักไปตลอดทางเพราะเส้นทางชันขึ้นไปเรื่อยๆ เราก็เริ่มจะได้เห็นพันธุ์ไม้แปลกๆ หลายชนิด ต้นไม้เขียวแน่นทั่วผืนป่าไปหมด ผมเดินกันจนเริ่มเหนื่อยล้าไม่รู้ว่าปลายทางใกล้จะถึงหรือยัง จนพี่ที่นำทางบอกว่า พวกเรามาถึงยอดเขาสอยดาวใต้แล้ว ผมดีใจเป็นที่สุดที่เรามาถึงจุดหมายแล้ว พี่ที่เขามาถึงก่อนเขาก็ไปกินลมชมวิวที่หน้าผาชมวิว ลืมไปที่หน้าผานี้เรียกว่าผาเต็มใจ เมื่อไปถึงบริเวณผา ผานี้มีขนาดไม่ใหญ่ พวกต้องค่อยๆทยอยผลัดกันดู แต่วิวที่เห็นนั้น สุดสายตาพานอรามาจริงๆ เห็นแล้วหายเหนื่อยเลยครับ ที่ผานี้เราสามารถเห็น ตัวเมืองโป่งน้ำร้อนไกลๆมองต่อมาจากตัวเมืแงนั้นก็เป็นตัวผืนป่าด้านล่างซึ่งแน่นขนัด เขียวขจี แล้วถ้ามองไล่ต่อขึ้นมาทางด้านซ้ายเราก็สามารถมองเห็นยอดเขาอีกลูกหนึ่งอยู่ด้านข้าง และถ้าท้องฟ้าเปิดเรายังสามารถมองไปไกลถึงป่าของเขมรได้อีกด้วย ขณะที่เราเก็บภาพต่างๆเราก็เห็น นกเหยี่ยวบินร่อนอยู่บนผืนป่าด้านล่างเมื่อมองแล้วก็รู้สึกอิสระดียังไงไม่รู้(โดยส่วนตัวนะครับ) เมื่อเราดื่มด่ำกับภาพเบื้องหน้าจนเต็มอิ่มเราก็ต้องเดินทางต่อไปยังบึงซีโต้ ซึ่งต้องเดินลงจากยอดเขาสอยดาวใต้ไปอีกระยะหนึ่ง เส้นทางช่วงนี้ก็ค่อนข้างจะชื้นแฉะเนื่องจากเป็นแอ่งพื้นที่ราบบนยอดเขา เราเห็นดอกบัวพุด ตามข้างทางเป็นระยะๆ แล้วเราก็มาถึงบึงซีโต้ประมาณบ่าย 2 โมงกว่าๆ บริเวณบึงเป็นพื้นที่มีลำธารน้ำเล็กๆ ล้อมรอบอยู่ ซึ่งจุดที่เรากางเปลพักกัน อยู่ตรงกลาง ช่วงที่เราไปนั้นน้ำค่อนข้างจะน้อยไปซักหน่อย แต่ละคนต่างก็หามุมผูกเปลของตนเอง บางคนก็ไปทำอาหารกลางวัน ซักพักฝนก็ตกลงมาต้อนรับพวกเราเหมือนกับเป็นรางวัลที่พวกเรามาถึง อากาศบนนี้เย็นกว่าคืนแรกที่เราพัก เนื่องด้วยฝนที่ตกลงมากับความสูงที่ต่างกัน ก่อนนอนเราก็มาผิงไฟ คุยกันเฮฮา กินกาแฟ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆท่ามกลางดวงดาวระยิบเหนือแมกไม้ ก่อนที่เราจะเข้านอนกันด้วยอุณหภูมิ 18 องศา ที่ความสูง 1500 เมตร

 
ยอดเขาสอยดาว มองจากหน้าผาจุดชมวิวส์


สภาพเส้นทางเดินลัดเลาะไปตามลำธาร


น้ำตกสายเล็กๆ ระหว่างเส้นทาง


ทานอาหารกลางวันบริเวณน้ำตก สดชื่นมาก
.

0


ตั้งแคมป์พักแรม


โฉมหน้าเพื่อนๆ สมาชิกทริปนี้ครับ

วันที่ 15 เม.ย. ผมก็ตื่นขึ้นด้วยอาการรีบร้อนที่จะไปผิงไฟที่ใช้ต้มน้ำร้อนกินกาแฟกัน เพราะอากาศค่อนข้างหนาว(เป็นคนขี้หนาว) แต่ละคนก็ลุกจากเปล มานั่งกินกาแฟในตอนเช้า บ้างก็ช่วยกันจัดเตรียมทำอาหารในมื้อเช้า และเราก็จัดการกับอาหารมื้อสุดท้ายประมาณว่าทุบหม้อข้าวหม้อแกงตีฝ่าลงล้อม เฮ้ยไม่ใช่ เพื่อที่จะลงเขาไปกินข้าวเที่ยงกันที่ตัวเมืองข้างล่าง แต่ก่อนกลับเราก็ขอเก็บภาพบรรยากาศต่างๆ รูปภาพรวม รูปหมู่เพื่อที่ว่าจะได้ไปอวดเพื่อนๆที่ไม่ได้มาด้วย แล้วเราเก็บสัมภาระเริ่มออกเดินทางจากบึงซีโต้ เวลาประมาณ 9โมง(เวลามาตรฐาน) เส้นทางที่เราจะเดินกลับลงเขานั้นเราจะต้องเดินขึ้นเขาอีกลูกแต่ก็เป็นเขาขนาดเล็กเพื่อที่เราจะได้เดินไปตามสันเขาแล้วจึงเดินตัดลงเขา ตามเส้นทางที่เป็นสันเขานั้นเราก็ได้เห็นที่ดักหมูป่าตลอดเส้นทาง มีเห็ดแปลกๆ สภาพป่าค่อนข้างโปร่ง อากาศดี วิวบริเวณสันเขาเราสามารถมองวิวได้ทั้ง 2ด้านของสันเขา แล้วเราก็เดินตัดลงเขาตามที่คนนำทางนำไป ซักพักฝนก็ตกลงมา เส้นทางช่วงนี้มีแต่ดิ่งลงๆ ชันอีกต่างหาก พวกเราต้องใช้มือเกี่ยวเถาวัลย์ และต้นไม้เพื่อช่วยพยุงตัว ป่าช่วงนี้ก็เริ่มมีหนามมาให้เห็นตลอดเส้นทาง ถ้าเบรกไม่ทันก็มีเลือดให้เห็นกันล่ะ และแล้วเราก็มาถึงหน้าผาซึ่งไม่มีเส้นทางเดินต่อไป สรุปว่าตอนนี้เราเดินลงเขาผิดทาง ซึ่งด้านข้างก็เป็นผาหิน สูงคาดว่าเป็นแหล่งน้ำในช่วงหน้าน้ำ ถึงตอนนี้ก็มี 2 ทางให้เลือกก็คือ เดินกลับขึ้นทางเดิมซึ่งต้องใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ2ชม.ได้ กับ ลงไปตามทางน้ำที่เป็นหินสูงชันซึ่งคนนำทางก็ไม่เคยไป สรุปแล้วเราเลือกเดินลงตามทางน้ำ โดยทางข้างหน้าเราก็ไม่รู้ว่าเราจะเจออะไรบ้าง พวกเราค่อยๆไต่ลงผาหินกันด้วยความระมัดระวัง เพราะทางค่อนข้างอันตรายพอสมควร แล้วที่เห็นจะจะก็คือทาก ซึ่งปรากฏกายหลังฝนร่วงหล่นลงมา ชูคอทักทายพวกเรามากมาย พอเราเดินลงมาถึงช่วงเป็นป่า ก็ต้องหยุดเป็นระยะๆ เพื่อที่เราจะต้องคอยคนนำทางไปดูเส้นทางว่าจะไปทางไหนต่อกันดี ซึ่งตอนนี้พวกเราต้องหาแหล่งน้ำให้เจอซะก่อนเพราะว่าน้ำที่เราตุนกันมาจากบึงซีโต้ เริ่มจะหมด เวลาก็ร่วงเลยมา บ่าย 2 โมงแล้ว เราอยู่ในป่า กับฝนที่ร่วงลงมาเรื่อยๆเป็นระยะๆ จนพวกเรามาถึงแหล่งน้ำ เราจัดการทำอาหารเพื่อที่จะเป็นแรงที่จะใช้ในการเดินทางต่อไป ใครมีอะไรก็หยิบกันออกมาแบ่งปันกัน แล้วเราก็ได้มาม่าร้อนๆมากินเพื่อนเป็นแรงในการเดินทางต่อกับกาแฟยามบ่ายแสนคลาสสิก ท่ามกลางสายฝนที่หล่นหลังจากการทำอาหาร เราเริ่มเดินทางต่อไปตามป่าดิบชื้น เพื่อที่จะหาแหล่งน้ำต่อไป เส้นทางลงๆๆๆ ต้นหนามเริ่มมากขึ้น ความระมัดระวังของพวกเราก็มีมากขึ้นตามปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา แล้วเราก็มาถึงแหล่งน้ำที่เหมือนสวรรค์ เพราะเราได้เห็นท่อน้ำประปาภูเขาที่ต่อจากลำธาร พวกเราต่างดีใจ (ไม่ต้องแถมอีก1 คืนฮ่าๆ) พวกเราเดินตามท่อประปาลงเขามาตลอด ระยะทาง หลายกิโล ต่างคนก็เหนื่อยล้า แข้งขาเริ่มมีอาการปวดบวม บางคนล้ม บางคนกลิ้ง แล้วเราก็เดินมาออกบริเวณสวนบนเขาของชาวบ้าน ซึ่งสภาพแต่ละคนหลังออกมาจากป่านั้นดูไม่ได้เลย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความสนุกสนานตื่นเต้น(ถ้าไม่หลงคงจะไม่มัน) พวกเรามาเปลี่ยนชุดกันบริเวณริมถนนเพื่อที่จะรอรถตู้มารับ แล้วก็กลับไปอาบน้ำอาบท่าที่สถานีวิจัยฯ แล้วพวกเราไปทานอาหารเย็นที่ตัวเมืองโป่งน้ำร้อนก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงเทพฯพร้อมกับ การบันทึกเดินทางที่แสนประทับใจมิรู้ลืม

.ภาพการเดินทางทริป เขาสอยดาวใต้

0